ไวรัสตับอักเสบบี คืออะไร
ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) คือ เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบของตับ และสามารถนำไปสู่โรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ในระยะยาว เป็นโรคที่ติดต่อได้ทางเลือด น้ำอสุจิ หรือของเหลวในร่างกาย เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การถ่ายเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือการส่งผ่านจากแม่สู่ลูกในขณะคลอด
ตอนที่ 1 : อาการของไวรัสตับอักเสบบี แสดงออกอย่างไร
ตอนที่ 2 : ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อกันอย่างไร
ตอนที่ 3 : การตรวจวินิจฉัยและการรักษาไวรัสตับอักเสบบี
ตอนที่ 4 : ป้องกันไวรัสตับอักเสบบีได้อย่างไร
ตอนที่ 5 : สรุป
อาการของ ไวรัสตับอักเสบบี แสดงออกอย่างไร
Hepatitis B เป็นโรคที่บางครั้งไม่แสดงอาการชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นหรือในผู้ที่มีภูมิต้านทานดี อย่างไรก็ตาม อาการของโรคนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะเฉียบพลัน และ ระยะเรื้อรัง โดยมีรายละเอียดดังนี้
ไวรัสตับอักเสบบีระยะเฉียบพลัน (Acute Phase)
เกิดขึ้นภายใน 1-4 เดือนหลังได้รับเชื้อโดยอาการที่พบบ่อย ( ในบางรายอาจไม่มีอาการเลย แต่ตรวจพบเชื้อในการตรวจเลือด)ได้แก่
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา (บริเวณตับ)
- ปวดเมื่อยตามตัว คล้ายเป็นไข้
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
- ปัสสาวะมีสีเข้ม
- อุจจาระซีดลง
ไวรัสตับอักเสบบี ระยะเรื้อรัง (Chronic Phase)
เกิดจากร่างกายไม่สามารถกำจัดไวรัสได้ภายใน 6 เดือน และเชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย อาการเรื้อรังอาจไม่รุนแรง แต่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคตับ ได้แก่
- อ่อนเพลียเรื้อรัง
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- แน่นหรือเจ็บชายโครงขวาบ่อย
- มีภาวะบวมน้ำหรือท้องมาน (ในกรณีตับเสื่อมมาก)
- มีอาการของตับแข็ง เช่น เลือดออกง่าย ผิวแห้งเหลือง มีเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง
ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อกันอย่างไร
1.) การติดต่อจากแม่สู่ลูกขณะคลอด
- นี่เป็นช่องทางการติดต่อที่พบมากที่สุดในประเทศไทยและเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อไวรัสตัวนี้เรื้อรังในวัยผู้ใหญ่ หากแม่มีเชื้อไวรัสนี้ ลูกมีโอกาสสูงมากที่จะได้รับเชื้อในระหว่างการคลอด (ไม่ใช่ในครรภ์) แต่ก็ยังไม่มีผลในการเล่น หวยไว ให้ได้เงินรางวัล
2.) การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
- ไวรัสสามารถแพร่เชื้อผ่านสารคัดหลั่งทางเพศ เช่น น้ำอสุจิและน้ำหล่อลื่น หากมีการสัมผัสกับเยื่อบุอ่อนหรือบาดแผล ถือเป็นช่องทางการติดต่อที่พบบ่อยและติดต่อได้ง่ายกว่าเชื้อ HIV ด้วยซ้ำ
3.) การสัมผัสเลือดและของมีคมที่ปนเปื้อนเชื้อ
- การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน: เช่น ในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด หรือในบางกรณีที่อุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่สะอาดเพียงพอ (ซึ่งพบน้อยมากแล้วในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน)
- การสัก, เจาะหู, เจาะร่างกาย, ฝังเข็ม: หากใช้อุปกรณ์ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง หรือใช้ร่วมกับผู้อื่น
- การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน: ที่อาจมีเลือดปนเปื้อนเล็กน้อยแต่เรามองไม่เห็น เช่น แปรงสีฟัน, มีดโกน, กรรไกรตัดเล็บ เพราะอาจทำให้เกิดบาดแผลเล็กๆ และรับเชื้อได้
- อุบัติเหตุจากการโดนของมีคมตำ: เช่น บุคลากรทางการแพทย์ที่โดนเข็มฉีดยาที่ใช้กับผู้ป่วยติดเชื้อตำ
4.) การได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อ
- ในปัจจุบัน การตรวจคัดกรองไวรัสตัวนี้ (และซี) ในเลือดทุกถุงที่บริจาคมีการทำอย่างเข้มงวด ทำให้ช่องทางนี้พบน้อยมากในระบบธนาคารเลือดที่ได้มาตรฐาน
การตรวจวินิจฉัยและการรักษาไวรัสตับอักเสบบี
Hepatitis B เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัสซึ่งมีผลต่อการทำงานของตับ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจพัฒนาไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ การตรวจและรักษาไวรัสตับตันนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในเว็บ หวยออนไลน์
🧪 การตรวจวินิจฉัย
1.) การตรวจเลือด
- HBsAg (Hepatitis B surface antigen): ตรวจหาภาวะติดเชื้อไวรัส หากพบว่าบวก แสดงว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย
- Anti-HBs (Antibody to Hepatitis B surface antigen): ตรวจหาภูมิคุ้มกัน หากพบว่าบวก แสดงว่าเคยติดเชื้อหรือเคยได้รับวัคซีน
- Anti-HBc (Antibody to Hepatitis B core antigen): ช่วยแยกผู้ที่เคยติดเชื้อจากผู้ที่ได้รับวัคซีน
- HBeAg และ Anti-HBe: ช่วยบอกความรุนแรงของการติดเชื้อและการแพร่กระจายของไวรัส
- HBV DNA: วัดปริมาณไวรัสในร่างกาย เพื่อประเมินว่าควรเริ่มการรักษาหรือไม่
2.) การตรวจการทำงานของตับ
- AST/ALT: ตรวจระดับเอนไซม์ในตับ หากสูงผิดปกติแสดงว่าตับอาจกำลังอักเสบ
3.) การตรวจเพิ่มเติม
- อัลตราซาวด์ช่องท้อง: เพื่อดูสภาพของตับและคัดกรองมะเร็งตับ
- Fibroscan หรือ ตับไบโอพซี (Liver Biopsy): ตรวจความแข็งของตับและระดับพังผืด
💊 การรักษาHepatitis B
1.) กรณีระยะเฉียบพลัน
- โดยทั่วไปไม่ต้องใช้ยาต้านไวรัส
- รักษาตามอาการ เช่น พักผ่อน ดื่มน้ำมาก ๆ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์
- เฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด
2.) กรณีเรื้อรัง
- หากตรวจพบว่ามีไวรัสสูงและมีการอักเสบของตับ จำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส เช่น Tenofovir (TDF, TAF) / Entecavir
- เป้าหมายของการรักษาคือควบคุมการเพิ่มจำนวนของไวรัส ลดการอักเสบ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน
3.) การติดตามผล
- ตรวจเลือดและตรวจการทำงานของตับอย่างสม่ำเสมอ
- ตรวจคัดกรองมะเร็งตับทุก 6 เดือน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีตับแข็ง
ป้องกัน ไวรัสตับอักเสบบี ได้อย่างไร
✅ 1. ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
✅ 2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือของเหลวจากร่างกายผู้อื่น
✅ 3. มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
✅ 4. ตรวจเลือดเพื่อประเมินภูมิคุ้มกัน
✅ 5. ป้องกันในสถานพยาบาลและสถานบริการเสริมความงาม
✅ 6. หญิงตั้งครรภ์ควรตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
สรุป
ใครที่รู้ตัวว่าเป็นไวรัสตัวนี้ก็รีบพบหมอและหาวิธีป้องกันนะครับ ส่วนใครที่ยังไม่ว่าตัวเองเป็นหรือเปล่าก็แนะนำให้ไปตรวจสุขภาพประจำปีกันนะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีของเราและคนที่คุณรัก